การเดินทางมาคิวชูรอบนี้ เรามีเป้าหมายคือ แวะฟาร์มสตรอเบอร์รี่ไปเรื่อยๆระหว่างเที่ยว เพราะรู้มาว่า ที่คิวชูมีสตรอเบอร์รี่มากถึง 9 สายพันธุ์ แล้วแต่ละฟาร์มคือน่าสนใจทั้งนั้น ใน 1 ปีตั้งใจไว้ว่าถ้าถึงฤดูกาลของสตอรเบอร์รี่ ก็จะขอมากินให้จุใจกันถึงที่เลย
สารบัญ
รอบนี้เรามีแผนเดินทางไปทั้งหมด 5 จังหวัด เน้นขับรถเป็นหลัก แน่นอนว่าเราก็จะเก็บที่เที่ยวไฮไลต์ รวมถึงร้านอาหารเด็ด ๆ ระหว่างทางไปด้วย เรียกได้ว่าสามารถเที่ยวตามได้เลย
สำหรับตอนสอง จะพาไปเที่ยวที่จ.โออิตะ 2 วันเต็ม ๆ สำหรับวันที่สอง จะไปเที่ยวที่เมืองสึคุมิ (Tsukumi) เป็นหลัก โดยมีไฮไลต์คือ เทศกาลคาวาซุซากุระ และ ไปหาน้องโลมากัน ส่วนตัวชอบเมืองนี้มาก ประทับใจที่สุด ก่อนไปแวะค้างคืนที่ Nagayu Onsen แน่นอนว่าต้องมีไปฟาร์มสตรอเบอร์รี่ขนาดใหญ่ที่เมืองบุงโกะโอโนะ (Bungo-Ōno) แวะเมืองไซกิ (Saiki) ทานมื้อเที่ยง และ จุดถ่ายรูปป้ายรถบัสโทโทโระ ที่อยากมานาน

OITA
Mokuren
ร้านอาหารท้องถิ่นในเมืองสึคุมิ (Tsukumi) จ.โออิตะ ที่ขึ้นชื่อเรื่องเมนูปลามากุโระ (ทูน่าญี่ปุ่น) จนกลายเป็นหนึ่งในร้านที่คนมาเยือนเมืองนี้ต้องแวะชิม โดยเหตุผลสำคัญที่ต้องกิน “Tsukumi-don” หรือเมนูข้าวหน้าปลาทูน่าในเมืองนี้ เพราะเมืองสึคุมิ เป็นเมืองท่าที่มีอุตสาหกรรมประมงปลาทูน่าขนาดใหญ่ และมีปลาทูน่าคุณภาพสูงจากทะเลบุนโกะ รวมถึงปลาทูน่าเลี้ยงแบรนด์ดังอย่าง “Bungo Maguro Yokozuna” ที่ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อแน่นและไขมันดี จึงทำให้ร้านอาหารในเมืองสามารถเสิร์ฟปลาทูน่าสดในราคาที่ไม่แพงและรสชาติสดกว่าหลายเมืองในญี่ปุ่น
ร้าน Mokuren เองมีความพิเศษตรงที่เป็นร้านที่ดำเนินการโดยบริษัทแปรรูปปลาทูน่าในท้องถิ่น ทำให้วัตถุดิบปลาทูน่าถูกส่งตรงจากแหล่งผลิตของบริษัท จึงสดและมีคุณภาพสูง เมนูหลักของร้านจะเป็นอาหารที่ใช้ปลาทูน่าแทบทั้งหมด เช่น Hyuga-don ข้าวหน้าปลาทูน่าหมักซอสโชยุผสมงาและขิงซึ่งเป็นอาหารชาวประมงของเกาะโฮโตจิมะในสมัยก่อน รวมถึง Maguro-don ข้าวหน้าปลาทูน่าชิ้นใหญ่และเนกิโทโระ และอีกเมนูที่หากินยากคือ Maguro Champon บะหมี่ซุปที่ใส่ลูกชิ้นปลาทูน่าและอาหารทะเล ซึ่งถือเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน
ความเป็นมาของเมนู Hyuga-don เองก็เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประมงของพื้นที่ โดยเชื่อว่าชาวประมงสมัยก่อนคิดเมนูนี้ขึ้นมาเพื่อให้สามารถกินปลาดิบกับข้าวได้ง่ายบนเรือ โดยไม่ต้องใช้ไฟทำอาหาร ปลาทูน่าจะถูกหมักในซอสโชยุหวานผสมงาและขิง ทำให้รสชาติเข้มข้นและกินง่าย แม้จะอยู่กลางทะเล เมนูนี้จึงกลายเป็นอาหารท้องถิ่นสำคัญของสึคิมิจนทุกวันนี้
- เวลาทำการ: 11:00 – 14:00 (มื้อกลางวัน) / มื้อเย็นต้องจองล่วงหน้า
- การเดินทาง: จากสถานี JR Tsukumi เดิน 5 นาที
- พิกัด

Kawazu cherry blossoms (Youra Peninsula)
เทศกาล Bungo Suido Kawazu Sakura Festival งานชมซากุระสายพันธุ์ คาวาซุ ที่จัดขึ้นบริเวณชายฝั่งทะเลของเมืองสึคุมิ จังหวัดโออิตะ จุดเด่นของงานนี้คือการได้ชมซากุระสีชมพูเข้มที่บานเร็วกว่าซากุระทั่วไป พร้อมวิวทะเลบุงโงะ ซึ่งเป็นช่องแคบระหว่างจังหวัดโออิตะและเอฮิเมะ เป็นทิวทัศน์ที่แตกต่างจากงานคาวาซุซากุระในเมืองใหญ่ โดยงานจะจัดถึงต้นเดือนมีนาคม และตอนนี้อยู่ช่วงที่เริ่มชมได้สวย











Tsukumi Dolphin Island
สถานที่เที่ยวเชิงประสบการณ์ที่ได้ใกล้ชิดกับปลาโลมาในบรรยากาศทะเลของอ่าวบุงโงะ จุดเด่นของที่นี่คือโลมาถูกเลี้ยงในพื้นที่น้ำทะเลจริง ไม่ใช่สระปิดแบบอควาเรียมทั่วไป ทำให้บรรยากาศเปิดโล่งและเป็นธรรมชาติมากขึ้น สามารถชมการแสดงโลมา เข้าร่วมกิจกรรมให้อาหาร สัมผัสตัวโลมา ถ่ายภาพใกล้ชิด หรือเข้าร่วมโปรแกรมว่ายน้ำกับโลมา ถ้าใครมีเด็กๆ แนะนำว่าต้องพามาที่นี่ให้ได้นะ










ซอฟต์ครีมของที่นี่ก็อร่อย มีรสแปลกๆให้ลอง เช่น เมล็ดทานตะวัน & ส้ม และ รสพิเศษ ซากุระ

Kur Park Nagayu
สปาออนเซ็นและศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ในหมู่บ้าน Nagayu Onsen เมืองทาเคตะ (Taketa) จังหวัดโออิตะ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติบริเวณเชิงเขาคุจู (Kuju) และเปิดให้บริการในปี 2019 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Kurort ของเยอรมนี ซึ่งเป็นเมืองสปาเพื่อการบำบัดสุขภาพ คำว่า Kur ในภาษาเยอรมันหมายถึงการฟื้นฟูหรือรักษาสุขภาพ ทำให้ที่นี่ถูกออกแบบให้เป็นสถานที่พักผ่อนพร้อมการบำบัดร่างกายด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติและการออกกำลังกายในน้ำ
จุดเด่นของที่นี่ คือการใช้ น้ำแร่ออนเซ็นที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูงมากจากนากะยูออนเซ็นซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำพุร้อนคาร์บอเนตเข้มข้นที่สุดของญี่ปุ่น เมื่อลงแช่น้ำจะเห็นฟองละเอียดเกาะตามผิวเหมือนน้ำโซดา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและมีชื่อเสียงด้านการบำบัดสุขภาพ เช่น ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ความดันโลหิต และปัญหาทางระบบย่อยอาหาร
สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากออนเซ็นทั่วไปคือ อุณหภูมิน้ำที่ไม่ร้อนจัด (ประมาณ 25 องศา) เพื่อให้สามารถแช่น้ำได้นานขึ้นและให้ร่างกายดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างเต็มที่ ภายในมีสระหลายรูปแบบ เช่น สระเดินในน้ำ (walking bath), จากุซซี่, สระกลางแจ้ง และโซนสปา นอกจากนี้ยังมีบางพื้นที่ที่สามารถ ใส่ชุดว่ายน้ำลงแช่ได้
ตัวอาคารของสปาออกแบบโดย Shigeru Ban สถาปนิกชื่อดังระดับโลกผู้ได้รับรางวัล Pritzker Prize โดยใช้โครงสร้างไม้ที่กลมกลืนกับธรรมชาติรอบภูเขา พร้อมที่พักแบบคอทเทจ ร้านอาหารสุขภาพ และพื้นที่พักผ่อน ทำให้ที่นี่กลายเป็นรีสอร์ตสปาที่ผสมผสานแนวคิด การพักผ่อน การบำบัดสุขภาพ และธรรมชาติของคิวชู ไว้ในที่เดียว
- การเดินทาง: จากสถานี Oita นั่งรถไฟสาย Hōhi ลงสถานี Bungo-Taketa ต่อแท็กซี่ประมาณ 20 นาที
- เว็บไซต์
- พิกัด








Harajiri Falls
น้ำตกฮาราจิริ ตั้งอยู่ในเมืองบุงโกะโอโนะ (Bungo-Ōno) ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 น้ำตกที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น จุดเด่นของน้ำตกแห่งนี้คือความกว้าง 120 เมตร สูง 20 เมตร รูปทรงโค้งคล้ายเกือกม้า ทำให้ได้รับฉายาว่า Niagara of the East มีลักษณะคล้ายกับน้ำตกไนแองการา แม้จะมีขนาดเล็กกว่ามากก็ตาม
น้ำตกฮาราจิริมีความพิเศษตรงที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนาและชนบท ไม่ได้อยู่ในหุบเขาลึกเหมือนน้ำตกส่วนใหญ่ ทำให้เมื่อแม่น้ำที่ไหลผ่านทุ่งกว้างตกลงจากหน้าผากว้างใหญ่ จึงเกิดภาพที่ดูอลังการเหมือนน้ำตกโผล่ขึ้นมากลางทุ่งนา ภูมิประเทศบริเวณนี้เกิดจากการปะทุครั้งใหญ่ของ ภูเขาไฟอะโซเมื่อประมาณ 90,000 ปีก่อน ลาวาและเถ้าถ่านภูเขาไฟได้ก่อตัวเป็นชั้นหินขนาดใหญ่ และต่อมาถูกน้ำกัดเซาะจนกลายเป็นหน้าผาและน้ำตกอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
หนึ่งในไฮไลต์ของการมาเที่ยวที่นี่คือ สะพานแขวนทาคิมิ (Takimi Bridge) ยาวประมาณ 80–90 เมตร ซึ่งอยู่ด้านหน้าของน้ำตก สามารถเดินข้ามสะพานเพื่อชมวิวมุมกว้างของน้ำตกทั้งผืนได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีทางเดินรอบน้ำตกที่สามารถเดินไปยังด้านบนของน้ำตกและลงไปยังริมลำธารด้านล่างเพื่อชมพลังของน้ำตกอย่างใกล้ชิด
บริเวณทางเข้ายังมี Michi-no-Eki Harajiri no Taki สถานีพักรถริมทางที่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านขายของท้องถิ่น เช่น ผักสด เครื่องดื่มโชจู และซอฟต์ครีมจากวัตถุดิบท้องถิ่นของโออิตะ อีกหนึ่งช่วงเวลาที่สวยที่สุดคือฤดูใบไม้ผลิ จะมีการจัดงาน Ogata Tulip Festival ซึ่งมีดอกทิวลิปบานนับหลายแสนดอกพร้อมฉากหลังเป็นน้ำตก



ที่นี่มีเมนูซอฟต์ครีมรสที่ไม่เคยลองด้วย เช่น ทิวลิป และ คาโบสุฮันนี่


Akirakira Farm
ฟาร์มสตรอเบอร์รี่ยอดนิยมของคิวชูในจังหวัดโออิตะที่ขึ้นชื่อทั้งเรื่องกิจกรรมเก็บสตรอเบอร์รี่สดและคาเฟ่พาร์เฟ่ต์ที่คนต่อคิวยาวในช่วงฤดูกาล จุดเด่นคือปลูกสายพันธุ์คุณภาพ เช่น Beni Hoppe ที่รสหวานเข้ม เนื้อแน่น และ Sagahonoka หวานอมเปรี้ยวสมดุล โดยเปิดฤดูกาลเก็บสตรอเบอร์รี่ประมาณต้นม.ค.– ต้นพ.ค. ของทุกปี สามารถจองรอบ Strawberry Picking แบบทานได้ไม่อั้นแถมไม่กำหนดเวลาด้วย
อีกไฮไลต์คือ Berry Farmer’s Kitchen คาเฟ่ที่อยู่ในฟาร์ม ที่เสิร์ฟเมนูสตรอเบอร์รี่สดจากสวน โดยเมนูซิกเนเจอร์คือ Strawberry Parfait ถ้วยใหญ่จัดเต็มผลสด และ สตรอเบอร์รี่ซอฟต์ครีม ช่วงพีคมักมีคนมารอต่อคิวตั้งแต่เปิดร้าน โดยเฉพาะสุดสัปดาห์ แนะนำให้มาแต่เช้า หรือวันธรรมดานะ








Miyamoto
ร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดังในเมืองไซกิ (Saiki) ที่ขึ้นชื่อเรื่องเมนูเนื้อหมูป่า และอาหารเนื้อสัตว์ป่า ร้านนี้อยู่ติดกับร้านขายเนื้อของครอบครัว “มิยาโมโตะ” ที่ทำธุรกิจชำแหละและจำหน่ายเนื้อสัตว์ป่ามานานกว่า 50 ปี โดยรับเนื้อหมูป่าจากพรานในพื้นที่ภูเขารอบ ๆ เมือง Saiki แล้วคัดเลือกเฉพาะตัวที่คุณภาพดีและมีไขมันกำลังเหมาะ ก่อนนำมาปรุงอาหารในร้าน ทำให้เนื้อหมูป่าของที่นี่ขึ้นชื่อว่าไม่มีกลิ่นสาบและรสชาติหวานนุ่ม เป็นร้านที่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสายอาหารตามมากินกันโดยเฉพาะ
เมนูที่ไม่ควรพลาดคือ โบตันนาเบะ หม้อไฟหมูป่าสไตล์ญี่ปุ่นซุปมิโสะเข้มข้น, หมูป่าย่างเกลือ และ หมูป่าชุบเกล็ดขนมปังทอด นอกจากนี้ยังมีเมนูท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ไก่พื้นเมือง ทงคัตสึ และปลาจากแม่น้ำ บรรยากาศเป็นร้านอาหารชนบทแบบบ้านญี่ปุ่น
- เวลาทำการ: 10.00–21.00 น. (หยุดจันทร์-อังคาร)
- การเดินทาง: จากสถานี Shigeoka ขับรถประมาณ 10 นาที
- พิกัด


Totoro Bus Stop
บริเวณชุมชนชนบทเล็ก ๆ ในเมืองไซกิ (Saiki) จังหวัดโออิตะ ชื่อว่า Totorō (轟) ซึ่งชื่อหมู่บ้านอ่านออกเสียงว่า “โทโทโร” เหมือนตัวละครจากอนิเมชันชื่อดังของ Studio Ghibli แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับภาพยนตร์ My Neighbor Totoro แต่ชาวบ้านได้สร้างป้ายรถบัสไม้เล็ก ๆ พร้อมตุ๊กตาโทโทโระขนาดใหญ่ไว้ริมทาง กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยม บรรยากาศรอบ ๆ เป็นหมู่บ้านเงียบสงบ มีภูเขาและธรรมชาติแบบชนบทคิวชู ให้ความรู้สึกคล้ายฉากในการ์ตูน
- การเดินทาง แนะนำเดินทางด้วยรถยนต์จะสะดวกที่สุด
- พิกัด




























